2010
01.01

พวกเรากลุ่มอากาศยานเบาอุลตร้าไลท์ มืวัตถุประสงค์ช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

และสภาพแวดล้อมของประเทศไทย

ในการพลิกปูมปฏิบัติงานของเราก็ได้พบบันทึกเหตุการณ์ที่ทำให้สำนึกว่า

“เรารักษ์เขา เขาก็รักษ์เรา”  เรื่องมีดังนี้

เมื่อปลายปี พ.ศ.2535 กลุ่มของเรานำเครื่องอุลตร้าไลท์ 2 ลำไปสนับสนุนการสำวจ

นับจำนวนพยูนในบริเวณชายทะเล จังหวัดตรัง โดยใช้ชายหาดหลัง “อุทยานแห่งชาติ

หาดเจ้าไหม” เป็นที่บินขึ้น-ลง

image002

image004

วันหนึ่ง เวลาเย็น อุลตร้าไลท์ 2 ลำของเรากำลังบินสำรวจนับจำนวนพยูนตามชายฝั่งทะเลรอบ

เกาะลิบง อุลตร้าไลท์ลำหนึ่งเกิดเครื่องยนต์ขัดข้อง ต้องร่อนลงบนเนินทรายเล็กๆ ห่าง

ตัวเกาะประมาณ 200 เมตร

image006

image008

นักบินออกจากเครื่องแล้วทำสัญญานให้อุลตร้าไลท์ลำที่สองซึ่งบินวนดูเหตุการณ์อยู่

ให้ลงจอดบนเนินทราย อุลตร้าไลท์ลำที่สองจึงร่อนลงและรับนักบินของลำที่หนึ่ง แล้วบิน

ขื้นเพื่อกลับฐานตามช่างมาแก้ไข เมื่อบินถึงฐานก็เป็นเวลาโพล้เพล้ และกว่าจะเดินทาง

ไปยัง “บ้านเจ้าไหม” ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวประมง เพื่อเช่าเรือ 2 ลำออกเดินทางข้ามทะเล

ไปยังเนินทราย ก็เป็นเวลาค่ำมืดสนิทแล้ว โชคดีที่นายท้ายเรือลำหนึ่งได้เห็นเหตุการณ์

เมื่อเครื่องร่อนลง จึงสามารถตั้งเข็มได้ถูกต้อง ตรงดิ่งไปยังจุดที่เครื่องลงจอด

เราใช้เวลาราวครื่งชั่วโมงก็ถึงที่หมาย แต่เครื่องอยู่ที่ไหนล่ะ ?

เราต่างฉายไฟไปรอบๆ ก็พบแต่ผิวน้ำกับความมืด มีปลากระโดดเล่นแสงไฟอยู่ทั่วไป

อนิจจา ! เราลืมนืกถึงความจริงของธรรมชาติ คือ “น้ำขื้น-น้ำลง”

เมื่อตอนเย็นเป็นช่วงน้ำลง เนินทรายจืงผุดขึ้นให้เราใช้เป็นสนามบิน

แต่บัดนี้เนินทรายนั้นอยู่ใต้น้ำลึก 1 เมตร และกำลังจะเป็น 2 เมตรในไม่ช้า

พวกเรากระวนกระวายใจมาก เรือสองลำต่างแยกย้ายกันส่องไฟหาอากาศยาน

ซื่งคงจะถูกกระแสน้ำพัดพาไปหกคะเมนเค้เก้อยู่ที่ใดที่หนึ่ง หลังจากค้นหาอยู่จนอ่อนใจ

ก็ไม่พบวี่แวว พวกเราเสียดายของ แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร

สักครู่หนึ่งเราได้ยินเสียงตะโกนโหวกเหวก จากเรืออีกลำ ซึ่งแยกไปค้นหาตามชายฝั่ง

เกาะลิบง พร้อมกับส่องไฟฉายแว่บๆมา เมื่อเรานำเรือเข้าไปสมทบ ห่างจากเนินทรายไปเกือบ

2 กิโลเมตร ก็พบว่ามีหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆอยู่บนชายฝั่ง ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งกำลังคุยกับคน

บนเรือลำแรก และเมื่อฉายไฟขึ้นไปบนฝั่ง

อ้าว ! อยู่นี่เอง เครื่องอุลตร้าไลท์ที่เราตามหา และทอดอาลัยว่าคงเป็นเหยื่อของสายน้ำ

ไปแล้ว เครื่องถูกเข็นขึ้นไปจอดอยู่อย่างสง่าผ่าเผย ระหว่างต้นไม้ใหญ่สองต้นหน้าหมู่บ้าน

image010

image012

image014

หลังจากคลายความตื่นเต้น จึงสอบถามกันได้ความว่า เมื่ออุลตร้าไลท์ลำแรกขัดข้องต้องร่อนลงบนเนินทราย และลำที่สองร่อนลงรับนักบิน แล้วบินขึ้นไปนั้น ชาวบ้านได้เห็นเหตุการณ์โดยตลอด

ต่อมาช่วงใกล้ค่ำ น้ำเรี่มไหลขึ้นท่วมเนินทรายแล้ว ไม่เห็นมีใครมาจัดการ  ชาวบ้าน(หมู่บ้าน

ชื่อ “บ้านพร้าว” มี 9 หลังคาเรือน ราษฎรรวม 60 คน ส่วนมากเป็นเด็กๆ) จึงรวบรวมชายฉกรรจ์

ทั้งหมด (มีอยู่ 10 คน) ลงเรือแวะเข้าไปดูใกล้ๆ

ขณะนั้นน้ำท่วมเนินทรายหมดแล้ว และกำลังจะท่วมล้อของเครื่อง ก็ยังไม่เห็นใครมา

นี่เขาคงไม่รู้ว่า เนินทรายนี้น้ำท่วมเวลาน้ำขึ้น (เราไม่รู้จริงๆ)

ชาวบ้านส่องไฟไปที่เครื่อง เห็นรูปพยูนที่เราเขียนบนแผ่นสติ๊กเก้อร์ แปะติดไว้ที่หางเสือ

เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของภารกิจนี้ จึงมีความเห็นว่า คงเป็นเครื่องที่ทำงานอนุรักษ์พยูน

จึงปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรจึงจะป้องกันเครื่องไม่ให้ต้องจมน้ำและถูกกระแสน้ำพัดพาไป

จากนั้นก็นำเรือ 2 ลำผูกติดขนานกัน แล้วช่วยกันยกเครื่องขึ้นบนเรือดังกล่าว ชะลอมาถึงฝั่ง

แล้วยกขึ้นไปจอดไว้หน้าหมู่บ้าน ดังที่เห็น

เมื่อโล่งใจแล้วพวกเราก็ลากลับ

วันรุ่งขึ้น พวกเราไปที่เกาะลิบงอีกครั้ง เพื่อแก้ไขเครื่อง  และซื้อสเบียง (ข้าวสาร อาหารแห้ง

เครื่องกระป๋อง ฯลฯ) ไปมอบให้ชาวหมู่บ้านพร้าว  เป็นการตอบแทนคุณความดี ความคิดริเรี่ม

และการตัดสินใจ โดยไม่ลืมซื้อขนมและของเล่นไปแจกเด็กๆทั่วทุกคน

image016

image018

image020

image022

image024

ช่วงสายๆหน่อย ช่างแก้ไขเครื่องยนต์เสร็จ  นักบินนำเครื่องขึ้นจากหาดทรายหน้าหมู่บ้าน

บินกลับที่ตั้งโดยปลอดภัย

พวกเราขอบคุณและล่ำลาชาวบ้าน  หลายคนลุยน้ำมาส่งเราที่เรือ และมอบปูทะเลสดๆหนึ่ง

ตะกร้าให้พวกเรามาปิ้งกิน

ก่อนจากกันชาวบ้านชี้ให้ดู “หญ้าทะเล” พืชใต้น้ำมีใบคล้ายหญ้า และบอกว่า พยูน

กินหญ้าทะเลเป็นอาหารหลัก พวกมันว่ายน้ำมากินหญ้าทะเลที่หน้าหมู่บานนี้เป็นประจำ

โดยชาวบ้านไม่ทำอันตรายมัน

พยูนเป็นสัตว์ใกล้สุญพันธุ์ เหลืออยู่ราว 100 ตัว ในทะเลตรัง แต่มันก็ได้ช่วย

ดูแลอุลตร้าไลท์ของพวกเราให้ปลอดภัย

และยังได้ช่วยชาวบ้านและเด็กๆ ในหมู่บ้านพร้าว  บนเกาะลิบง มีสเบียงไว้

ประทังชีวิตยามมรสุมพัดแรง

No Comment.

Add Your Comment